ค่าธรรมเนียม Maker และ Taker ส่งผลต่อเงินทุนอย่างไร: เพิ่มกำไรสูงสุดในการเทรดแบบเลเวอเรจสูง

เขียนโดย BTCCLast updated:

คุณเคยทำการเทรดแบบใช้เลเวอเรจที่ได้ผลดี แต่สุดท้ายกลับได้กำไรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่? หากใช่ คุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงคนเดียว เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักมองข้ามปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด นั่นคือค่าธรรมเนียมการเทรด การทำความเข้าใจว่าค่าธรรมเนียม Maker และ Takerส่งผลต่อเงินทุนของคุณอย่างไร: เพิ่มกำไรสูงสุดในการเทรดแบบเลเวอเรจสูงจะช่วยให้เทรดเดอร์เพิ่มผลกำไรสูงสุด และหลีกเลี่ยงการลดลงของผลตอบแทนโดยรวมโดยไม่คาดคิด

 

นี่คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของเทรดเดอร์ระดับเริ่มต้นถึงกลาง กลยุทธ์อาจมีอัตราการชนะที่ดี แต่เมื่อไม่ได้นำต้นทุนการเทรดมาคำนวณ ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นก็สามารถกัดกินกำไรของคุณจนหมด สิ่งนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการเทรดแบบเลเวอเรจสูงที่มีเงินเดิมพันมาก เพราะค่าธรรมเนียมธุรกรรมจะสูงขึ้นตามไปด้วย

 

คุณต้องไม่เพียงแต่เข้าใจศัพท์เฉพาะของ exchange เท่านั้น แต่ยังต้องรู้ว่าค่าธรรมเนียม maker/taker ส่งผลต่อเงินทุนของคุณอย่างไร การเพิ่มกำไรสูงสุดในการเทรดเลเวอเรจสูงคือการรู้จักเลือกใช้คำสั่งอย่างชาญฉลาด รักษาเงินทุน และรักษากำไรที่คุณหามาได้ให้อยู่กับคุณนานขึ้น

How Maker and Taker Fees Impact Your Capital: Maximizing Profits in High-Leverage Trading

 

เหตุใดค่าธรรมเนียมเล็กน้อยจึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเทรดแบบใช้เลเวอเรจ

ค่าธรรมเนียม 0.02% หรือ 0.05% ดูเหมือนเล็กน้อยสำหรับเทรดเดอร์หลายคน อาจเป็นจริงสำหรับการเทรดครั้งเดียว แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปทันทีที่คุณเริ่มใช้เลเวอเรจ

 

เลเวอเรจสร้างผลทบต้น: คุณได้เปิดรับความเสี่ยงในตลาดมากขึ้น แม้ใช้เงินมาร์จิ้นน้อยกว่ามูลค่ารวมของสถานะ ซึ่งเพิ่มโอกาสผลตอบแทน แต่ก็เพิ่มมูลค่าที่ใช้คำนวณค่าธรรมเนียม maker/taker ด้วย

 

สมมติคุณใช้เลเวอเรจ 10 เท่าเปิดสถานะที่มีมูลค่าผลกำไรขาดทุน 10,000 ดอลลาร์ แม้คุณใช้เงินมาร์จิ้นเพียง 60% ของจำนวนนี้ คุณยังคงต้องจ่ายค่าคอมมิชชันจากปริมาณการเทรดทั้งหมด และเมื่อต้องการปิดสถานะ ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว!

 

ลองทำธุรกรรมแบบนี้ซ้ำหลายครั้งในหนึ่งวัน ค่าธรรมเนียมไม่ได้จ่ายครั้งเดียว แต่ถูกสะสมและทบต้น พวกมันสามารถกัดกินผลกำไรโดยรวมของคุณอย่างเงียบๆ ตลอดสัปดาห์หรือเดือน

 

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้สนใจแค่กำไรขั้นต้น แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับกำไรสุทธิ โดยคิดต้นทุนการเทรดทั้งหมด

 

เคล็ดลับ: ในการเทรดแบบใช้เลเวอเรจ คุณไม่จำเป็นต้องแค่หลีกเลี่ยงการติดลบเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนของทุกการเทรดด้วย

 

ทำความเข้าใจค่าธรรมเนียม Maker และ Taker

ก่อนจะเจาะลึกกลยุทธ์ลดต้นทุน ต้องรู้ก่อนว่าค่าธรรมเนียมเหล่านี้ทำงานอย่างไร

 

คำสั่ง Maker คืออะไร?

คำสั่ง Maker คือคำสั่งที่เพิ่มสภาพคล่องให้กับ order book มักเป็นคำสั่ง limit ที่ไม่ได้ถูกดำเนินการทันที

 

คำสั่ง maker ช่วยเพิ่มสภาพคล่องของตลาด ทำให้ exchange หลายแห่งเสนอค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าให้กับเทรดเดอร์ที่ใช้คำสั่งประเภทนี้ เทรดเดอร์ปริมาณมากอาจได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามระดับปริมาณการซื้อขาย

 

คำสั่ง Taker คืออะไร?

คำสั่ง Taker คือคำสั่งที่ดึงสภาพคล่องออกจาก order book โดยตรง มักใช้คำสั่ง market และหากคำสั่ง limit ถูกดำเนินการทันทีก็ถือเป็น taker เช่นกัน

 

โดยทั่วไปค่าธรรมเนียม taker จะสูงกว่าค่าธรรมเนียม maker เนื่องจากเป็นการดึงสภาพคล่องออกไป

 

หากคุณต้องการเทรดในตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว การยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ได้ราคาที่ต้องการในเวลาที่เหมาะสมก็คุ้มค่า

 

ทำไม Exchange ถึงใช้ค่าธรรมเนียม Maker และ Taker?

โมเดล maker/taker ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องของตลาด

 

ยิ่ง order book ลึกมากเท่าไร ยิ่งมีคำสั่ง maker เข้ามามากเท่านั้น ซึ่งช่วยให้การเทรดราบรื่นและลดความผันผวนที่ผิดปกติ

 

ในทางกลับกัน ค่าธรรมเนียม taker เป็นรายได้ของ exchange จากการให้เข้าถึงสภาพคล่องที่มีอยู่

 

เมื่อเข้าใจโครงสร้างนี้แล้ว คุณจะเลือกประเภทการเทรดที่สอดคล้องกับเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่เลือกค่าธรรมเนียมที่ถูกที่สุด

 

ค่าธรรมเนียม Maker และ Taker ส่งผลต่อเงินทุนในการเทรดเลเวอเรจสูงอย่างไร

หากคุณเริ่มต้นด้วยเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ และหวังจะเทรดด้วยมูลค่า 10,000 ดอลลาร์โดยใช้เลเวอเรจ 10 เท่า แสดงว่าคุณกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่

 

  • เมื่อเปิดสถานะ จะมีค่าธรรมเนียมเข้า
  • เมื่อปิดสถานะ จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
  • อาจมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ขึ้นอยู่กับการเลือกสถานะและจำนวนครั้งในการเพิ่มลด

ต้นทุนเหล่านี้หมายความว่าแม้ตลาดจะเป็นใจ กำไรที่แท้จริงของคุณก็ยังลดลง

 

สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับ day trader และ scalper ที่เทรดบ่อยครั้งในกรอบเวลาสั้น กลยุทธ์ที่ดูเหมือนทำกำไรได้อาจเป็นเพียงกำไรขั้นต้น เมื่อหักค่าธรรมเนียมธุรกรรมซ้ำๆ สเปรด และ slippage แล้วกลับกลายเป็นขาดทุน

 

แต่เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ไม่ได้ถามว่าการเทรดนี้จะได้กำไรเท่าไหร่ แต่ถามอีกคำถามหนึ่ง:

หลังจากหักต้นทุนการเทรดทั้งหมดออกไปแล้ว จะเหลือกำไรสุทธิเท่าไหร่?

 

การเปลี่ยนมุมมองนี้ช่วยยกระดับผลการเทรดระยะยาวได้อย่างมาก

 

ต้นทุนแฝงที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่เคยคำนวณ

หลายคนมองแค่ค่าธรรมเนียม maker/taker แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมดในการเทรดเลเวอเรจ

 

ยังมีต้นทุนอื่นที่กระทบผลตอบแทน เช่น:

  • อัตราเงินทุน (Funding rate) สำหรับ perpetual
  • สเปรด Bid-Ask ที่ทำให้ราคาเข้าออกต่างจากราคาที่คาด
  • Slippage โดยเฉพาะในช่วงตลาดผันผวน
  • ค่าใช้จ่ายจากการปรับเปลี่ยนสถานะบ่อยครั้ง

ต้นทุนเหล่านี้รวมกันจะลดทอนกำไรสุดท้ายของคุณ

เทรดเดอร์ที่ดีจึงไม่เพียงแต่ดูค่าธรรมเนียม แต่คำนวณต้นทุนการเทรดทั้งหมด

 

บางครั้งการเทรดที่มีอัตราชนะต่ำกว่าแต่ต้นทุนต่ำกว่า ย่อมดีกว่าการเทรดที่ชนะบ่อยแต่มีต้นทุนสูง

 

คำสั่ง Maker กับ Taker: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสภาวะตลาด?

ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ สภาวะตลาด และความสำคัญของความเร็วในการดำเนินการ

 

ในตลาดที่สงบ:

เมื่อตลาดค่อนข้างนิ่ง การใช้คำสั่ง maker จะช่วยลดค่าธรรมเนียมได้ เพราะคุณสามารถวาง limit order และรอให้ราคามาถึงจุดที่ต้องการ

 

วิธีนี้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ถือสถานะข้ามวันหรือลงทุนระยะกลางถึงยาว

 

เมื่อตลาดผันผวนสูง:

ตลาดที่เคลื่อนไหวเร็วต้องการความรวดเร็ว

 

เมื่อมีข่าวสำคัญ เช่น ราคา Bitcoin ทะลุแนวต้าน การรอให้คำสั่ง maker ถูกเติมอาจทำให้คุณพลาดโอกาส

 

ในกรณีนี้ การยอมจ่ายค่าธรรมเนียม taker ที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้การดำเนินการทันทีมักคุ้มค่า เพราะการเข้าหรือออกในเวลาที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนมากกว่า

 

เป้าหมายไม่ใช่การจ่ายค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด แต่คือการตัดสินใจที่มีข้อมูลครบถ้วนและเหมาะสมที่สุด

 

ก่อนเทรดเลเวอเรจทุกครั้ง ถามตัวเอง 5 ข้อนี้

ก่อนเข้าสถานะ ให้หยุดสักครู่แล้วถามตัวเอง:

 

  1. กำไรที่คาดหวังมากกว่าต้นทุนการเทรดทั้งหมดหรือไม่?
  2. ควรใช้คำสั่ง market หรือ limit order?
  3. ถ้าถือสถานะข้ามวัน ฉันคำนึงถึง funding rate แล้วหรือยัง?
  4. ความผันผวน สเปรด หรือ slippage จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่?
  5. การเทรดนี้สอดคล้องกับแผนบริหารความเสี่ยงของฉันหรือไม่?

ผมสังเกตว่าเทรดเดอร์หลายคนตัดสินใจเร่งรีบเพราะอารมณ์ เช็กลิสต์ง่ายๆ นี้ช่วยให้คุณชะลอความคิด และเปลี่ยนจากการไขว่คว้าทุกโอกาสมาเป็นการปกป้องเงินทุน

 

นิสัยการเทรดที่กัดกินกำไรอย่างเงียบๆ

กำไรที่หายไปไม่ได้เกิดจากการเทรดผิดทางเสมอไป แต่อาจเกิดจากพฤติกรรมการเทรดที่ไม่ดี

 

  • การเทรดมากเกินไป (Overtrading): เปิดสถานะมากเกินไปทำให้เสียค่าธรรมเนียมเข้า-ออกจำนวนมาก แม้บางครั้งจะได้กำไรก็ตาม
  • การเปลี่ยนสถานะบ่อยครั้ง: การเพิ่มลดสถานะหลายครั้งสะสมต้นทุนธุรกรรมสูง แม้จะเพิ่มความยืดหยุ่น แต่ก็แลกมาด้วยค่าธรรมเนียม
  • การเพิกเฉยต่อสเปรด Bid-Ask: เทรดเดอร์ใหม่หลายคนสนใจแค่ค่าธรรมเนียม maker/taker แต่ลืมคิดถึงสเปรด Slippage และ funding rate ซึ่งมีผลต่อกำไรสุทธิอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดผันผวน

หัวใจของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จคือการรู้ว่าเงินทุนสำคัญกว่าการเทรดทุกรายการ

 

เทรดเดอร์มืออาชีพปกป้องเงินทุนอย่างไร นอกเหนือจากการเลือกค่าธรรมเนียมต่ำ

เทรดเดอร์มืออาชีพมองมากกว่าแค่ค่าธรรมเนียม maker/taker

 

พวกเขาประเมินภาพรวมทั้งหมดก่อนเข้าเทรด การทำความเข้าใจว่าค่าธรรมเนียม Maker และ Taker ส่งผลกระทบต่อเงินทุนของคุณอย่างไร: การเพิ่มผลกำไรสูงสุดในการเทรดแบบเลเวอเรจสูงช่วยให้พวกเขาประเมินความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริง โดยคิดต้นทุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนตัดสินใจ

 

พวกเขาคำนวณขนาดสถานะ ผลตอบแทนที่คาดหวัง ค่าธรรมเนียม ต้นทุนการถือครอง และสภาวะตลาด หากทุกอย่างไม่ลงตัว พวกเขาจะรอจังหวะที่ใช่ เพราะรู้ว่าตัวเลขต้องสมเหตุสมผล

 

จากประสบการณ์ของผมเอง ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างเทรดเดอร์มืออาชีพกับมือใหม่คือความอดทน เทรดเดอร์ที่ดีที่สุดไม่ได้เทรดทุกครั้งที่เห็นโอกาส พวกเขาเลือกเทรดเฉพาะจังหวะที่เหมาะสมจริงๆ เท่านั้น

 

 

เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การชนะทุกการเทรด

แต่คือการรักษากำไรที่ได้มาให้อยู่กับพวกเขา

 

วิธีลดต้นทุนการเทรดโดยไม่ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์

คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด เพียงแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็สร้างความแตกต่างได้

 

แนวทางปฏิบัติที่ดี:

  • ใช้ limit order เมื่อไม่จำเป็นต้องดำเนินการทันที
  • วางแผนการเข้าและออกก่อนเทรดทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการเทรดในเซ็ตอัปที่มีคุณภาพต่ำ
  • จับตาดู funding rate เมื่อถือ perpetual futures
  • ตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังเพื่อหาค่าธรรมเนียมที่ไม่จำเป็น
  • ให้ความสำคัญกับกำไรสุทธิ มากกว่ากำไรขั้นต้น

นิสัยเหล่านี้เมื่อทำซ้ำหลายร้อยครั้ง จะช่วยรักษาเงินทุนในการเทรดของคุณไว้ได้มากขึ้น

 

การนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้บน BTCC

การเข้าใจค่าธรรมเนียม maker/taker จะช่วยให้คุณประเมินต้นทุนในการเทรด long/short สำหรับ BTC, ETH หรือเหรียญอื่นบน perpetual futures ของ BTCC ได้แม่นยำขึ้น

 

เพื่อให้เทรดเดอร์มีความยืดหยุ่น BTCCมีประเภทคำสั่งให้เลือกมากมายตามกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยง หากไม่รีบร้อน การใช้ limit order อย่างระมัดระวังจะช่วยลดต้นทุน แต่ถ้าตลาดเคลื่อนไหวเร็ว การใช้ market order แม้ค่าธรรมเนียมสูงกว่า ก็อาจคุ้มค่าเพราะไม่พลาดจังหวะ

 

นอกจากนี้ BTCC Academyยังให้ความรู้เกี่ยวกับเลเวอเรจ ฟิวเจอร์ส ประเภทคำสั่ง และการจัดการความเสี่ยง เพื่อให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อผลงานระยะยาวอย่างไร

 

บทสรุป

ค่าธรรมเนียม Maker และ Taker ส่งผลต่อเงินทุนของคุณอย่างไร – การเพิ่มกำไรสูงสุดในการเทรดเลเวอเรจสูงไม่ใช่แค่การรู้รายละเอียดปลีกย่อยของค่าธรรมเนียม แต่คือการเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของทุกดีล

 

อาจดูเหมือนค่าธรรมเนียม maker/taker เล็กน้อยในการเทรดแต่ละครั้ง แต่เมื่อใช้เลเวอเรจซ้ำๆ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้สามารถลดผลตอบแทนโดยรวมได้อย่างเงียบๆ การเลือกประเภทคำสั่งที่ถูกต้อง การประมาณต้นทุนล่วงหน้า และการใช้การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย จะช่วยให้เทรดเดอร์ปกป้องเงินทุนและปรับปรุงผลลัพธ์ระยะยาว ท้ายที่สุด การทำความเข้าใจว่าค่าธรรมเนียม Maker และ Taker ส่งผลกระทบต่อเงินทุนของคุณอย่างไร: การเพิ่มผลกำไรสูงสุดในการเทรดแบบเลเวอเรจสูงไม่ใช่แค่การลดค่าธรรมเนียม แต่เป็นการสร้างแนวทางการเทรดที่ยั่งยืนและมีกำไรมากขึ้นสำหรับอนาคต

 

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดไม่ได้แสวงหาแค่กำไร แต่คือกำไรที่พวกเขาสามารถรักษาไว้ได้

เริ่มการเทรดครั้งแรกของคุณบน BTCC

/ 🎁 คุณสามารถรับของขวัญต้อนรับสูงสุด 30,000 USDT

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความยอดนิยม

ติดตามข่าวสารและอัปเดตล่าสุดในวงการคริปโตจาก สถาบัน BTCC